Homeล่าสุดTin hot

ท๊อป จิรายุส เปิดมุมมอง ไฟแนนซ์เชียลแฟลตฟอร์ม ทางรอดธุรกิจโลกยุคใหม่

ผ่านมุมมอง “จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บิทคัพ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ บิทคับ(Bitkub) นักธุรกิจรุ่นใหม่ว

หุ้นเอเชียปรับตัวลงอย่างรวดเร็วหลังจาก S&P 500 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์
เงินดิจิทัลถูกจัดให้เป็นความสำคัญระดับชาติลำดับแรกของ FinCEN
หุ้นเอเชียขึ้นท่ามกลางความกลัวเงินเฟ้อ ดอลลาร์พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี
Advertisement

ผ่านมุมมอง “จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บิทคัพ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ บิทคับ(Bitkub) นักธุรกิจรุ่นใหม่วัย 31 ปี นับเป็นคนไทยกลุ่มแรกๆ ที่ปลุกปั้น “ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล” ในไทย

“จิรายุส” ชี้ให้เห็นเส้นทางแห่งโลกอนาคตของวงการการเงินว่า จุดเริ่มต้นของวงการการเงินไทยตั้งแต่ “ยุคไฟแนนซ์ 1.0” ที่ระบบการเงินเป็นสิ่งที่เราคุ้มชิน อย่างสาขาธนาคาร เครื่องนับเงิน ตู้เอทีเอ็ม

เมื่อไม่นานมานี้เริ่มเปลี่ยนแปลงมาสู่ “ยุคไฟแนนซ์ 2.0” ที่ระบบการเงินถูกดริสรับชั่นด้วยเทคโนโลยี ต้องเปลี่ยนมาสู้ระบบดิจิทัลแบงกิ้ง โมบายแบงกิ้ง พร้อมเพย์ เพื่อความอยู่รอดและวิกฤติโควิด-19 เป็นตัวเร่งพฤติกรรมคนไทยไปบนเส้นทางนี้ แต่ยังคงเป็นการสร้างระบบเทคโนโลยีบนความเชื่อเก่าที่ว่าเงินคือกระดาษอยู่

จนมาถึงตอนนี้ เรากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งไปสู่ “ไฟแนนซ์ยุค 3.0” คือระบบการเงินในโลกอนาคต เอาตัวกลางออกจากระบบ เปลี่ยนความหมายของเงิน คือ เงินไม่ใช่กระดาษอีกต่อไป แต่จะเป็นดิจิทัลเต็มตัว ด้วยระบบบล็อกเชน

“จิรายุส” มองว่า ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า “ไฟแนนซ์ยุค 3.0” จะได้รับความนิยมอย่างมาก มาเปลี่ยนแปลงวงการการเงินอย่างที่เราคาดไม่ถึง นั่นคือ “ดิจิทัลแอสเซท” จะกลายมาเป็นกระดูกสันหลังหลักของวงการการเงิน ทำหน้าที่เป็นตัวประสานกลางในการแลกเปลี่ยนมูลค่าทุกชนิด ในสิ่งที่จับต้องได้และไม่ได้ของผู้คนทั่วโลก

“ดิจิทัลแอสเซท” จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงในทุกวงการไม่เฉพาะวงการการเงิน เพราะทุกวงการต้องมีการแลกเปลี่ยนมูลค่า มีทั้ง “Fungible Token” หรือโทเคนที่ไม่ได้มีลักษณะเฉพาะ เช่น คริปโทเคอเรนซี่ และ “Non-Fungible Token” (NFT) หรือ โทเคนที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น การแลกเปลี่ยนผลงานของนักร้องศิลปดารา สิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างทรัพย์สินที่มีคุณค่าทางจิตใจ หรือแม้แต่ชื่อเสียง ให้มีมูลค่าซื้อขายได้

ภายใต้โมเดลธุรกิจ “แฟลตฟอร์มบิซิเนส” ที่ไม่จำเป็นต้องมีสินค้าหรือบริการของตัวเอง แต่เป็นสะพานเชื่อมทุกสิ่งไว้ด้วยกัน ทำให้สามารถสร้างธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ ทำรายได้กลับเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล และช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อหลังวิกฤติโควิดได้ เช่น เฟซบุ๊ค กูเกิล อเมซอล แอร์บีเอ็นบี อูเบอร์ เป็นต้น

และแน่นอนว่าในโลกอนาคต สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ ไม่ต้องมีเงินเป็นของตัวเอง แต่เป็นรูปแบบแฟลตฟอร์มบิซิเนส และในวงการการเงิน “ไฟแนนซ์เชียลแฟลตฟอร์ม” จะเป็นธุรกิจใหม่แห่งอนาคต ที่รวมทุกอย่างวงการทางการเงินไว้ด้วยกันทั้ง “ธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงิน” ทำได้ทั้งโอนเงิน ซื้อขายหุ้น ซื้อขายที่ดิน ซื้อขายไฟฟ้า การระดมทุน แลกเปลี่ยน

รวมถึงในวงการดิจิทัลแอสเซท “ตลาด NFT” จะเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนในโลกอนาคต เพราะ NFT จะดึงมูลค่าของสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ให้เกิดมูลค่าขึ้นมาให้จับต้องได้ และเกิดการแลกเปลี่ยนซื้อขาย เป็นการสร้างมูลค่าของโลกอนาคต

ดังนั้น “ตลาดไฟแนนซ์แฟลตฟอร์ม และตลาด NFT” จะกลายเป็นกระดูกสันหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยที่จะทำให้ประเทศไทย หลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลางและลดความเหลื่อมล้ำหลังเหตุการณ์โควิด-19 ทำให้ช่องว่างระหว่างคนคนจนกับคนรวยยิ่งถางออกไปมากขึ้น

แหล่งข่าว ท๊อป จิรายุส เปิดมุมมอง ไฟแนนซ์เชียลแฟลตฟอร์ม ทางรอดธุรกิจโลกยุคใหม่, bangkokbiznews, 12 ต.ค. 2564

COMMENTS