Homeล่าสุดTin hot

ลุ้นตลาดไปต่อ!!

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 8 ต.ค.64 ปิดที่ 1,639.41 จุด บวก 5.69 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 92,939.35 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 481.36 ล้านบาท หุ้นมูลค่าซื้อข

ellen ระบุสหรัฐฯ ไม่ได้สูญเสียการควบคุมเงินเฟ้อ
สหภาพยุโรปประกาศแผนสำหรับใบรับรองดิจิทัล
ไบเดนยืนกรานที่จะดันแผนโครงสร้างพื้นฐานแม้ไร้เสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน
Advertisement

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 8 ต.ค.64 ปิดที่ 1,639.41 จุด บวก 5.69 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 92,939.35 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 481.36 ล้านบาท

หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด BANPU ปิด 13.50 บาท ลบ 0.50 บาท, SVT ปิด 6.75 บาท บวก 0.90 บาท, KBANK ปิด 140 บาท ลบ 1.50 บาท, TRUE ปิด 4.10 บาท บวก 0.08 บาท, CPALL ปิด 63.50 บาท บวก 0.50 บาท

หุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อทิศทางเดียวกับตลาดโลกรับปัจจัยบวกจากต่างประเทศ และความคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวขึ้น หนุนหุ้นใหญ่ Big cap ขณะที่กลุ่มพลังงานยังรับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง

บล.เอเซียพลัส มอง SET Index น่าจะไปต่อโดยหนึ่งใน Indicator สำคัญที่บ่งชี้ว่า SET Index มีโอกาสไปต่อได้นั้น คือ กราฟตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันน้อยกว่าตัวเลขผู้รักษาหายรายวัน ซึ่งเป็นสัญญาณทิศทางที่คล้ายกับอินเดีย

โดยเปรียบเทียบ SET Index มีสัญญาณคล้ายกัน คือ เมื่อเกิดสัญญาณ Buy Signal จากนั้น SET Index สามารถฟื้นจากระดับ 1,520 จุด จนขึ้นมาจนทดสอบระดับ 1,643 จุด (เป็นจุดสูงสุดช่วง มิ.ย.64 ก่อนการระบาด COVID-19 สายพันธุ์ DELTA) ขณะที่ระดับ Google Mobility Trend ยังอยู่ในระดับต่ำจากระดับก่อนการแพร่ระบาดสายพันธุ์ DELTA ช่วง มิ.ย.พอสมควร

บนความคาดหวังพฤติกรรมของ SET Index จะแกว่งคล้ายกับดัชนี Sensex ของอินเดียที่จะ Breakout แนวต้าน 1,640 จุดได้อย่างมั่นคง อาจต้องรอสัญญาณ Google Mobility Trend กลับขึ้นไประดับเดิม ซึ่งมองการยกเลิกเคอร์ฟิวน่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้สัญญาณดังกล่าวกลับไปสู่ระดับเดิมได้เร็วขึ้น

กลยุทธ์ลงทุนยังคงเน้นหุ้น Theme เปิดเมืองขนาดใหญ่อย่าง MAJOR MINT และหุ้น Comodity ที่อิงราคาน้ำมันดิบโลกที่ยังอยู่ใน Uptrend อย่าง TOP เป็น Toppick

ขณะที่ บล.ทิสโก้ แนะ “ซื้อ” หุ้น TU คาดผลประกอบการ 3Q21F ที่ 1.73 พันล้านบาท ลดลง 16%YoY แต่เพิ่มขึ้น 26%QoQ

ทั้งนี้ จากการประชุม CFO ของ TU ยืนยันว่า ผลประกอบการน่าจะเป็นไปตามคาดทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 3-5% และคาดว่าผลประกอบการ Q4 จะดีกว่าช่วง Q3

ด้านอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17-18% ขณะที่ SG&A ต่อยอดขายจะอยู่ที่ 11-12% จากต้นทุนคอนเทนเนอร์ที่เพิ่มขึ้น และแม้ส่วนแบ่งกำไรจาก RBF จะลดลงในช่วงแรกแต่มองเป็นปัจจัยบวกในระยะยาวจากการร่วมมือกัน

เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 24 บาท

แหล่งข่าว ลุ้นตลาดไปต่อ!!, ไทยรัฐ, 09 ต.ค. 2564

COMMENTS