Homeล่าสุดTin hot

หุ้นเด่นไตรมาส 4

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 11 ต.ค.64 ปิดที่ 1,633.44 จุด ลดลง 5.97 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 82,978.81 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 193.77 ล้านบาท หุ้นมูลค่าซื้อ

ทองทรงตัว ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นท่ามกลางเดิมพันการทำ Taper
ลุ้นปี 65 ดึง ต่างชาติ 15 ล้านคนเที่ยวไทย
จีนสร้าง Global Clearing Network สำหรับการชำระเงินผ่านมือถือโดยใช้ Digital Yuan
Advertisement

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 11 ต.ค.64 ปิดที่ 1,633.44 จุด ลดลง 5.97 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 82,978.81 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 193.77 ล้านบาท

หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด TRUE ปิด 4.30 บาท บวก 0.20 บาท, KBANK ปิด 138.50 บาท ลบ 1.50 บาท, STARK ปิด 4.54 บาท ลบ 0.76 บาท, BANPU ปิด 13.60 บาท บวก 0.10 บาท, PTT ปิด 40 บาท บวก 0.25 บาท

บล.ไทยพาณิชย์ มองหุ้นไทยไตรมาส 4 ว่า โดยปกติไตรมาส 4 เป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งและผลตอบแทนเป็นบวก เมื่ออิงกับข้อมูลในอดีต และยังเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดสำหรับหุ้นที่มี beta สูง เช่น หุ้นขนาดเล็ก หุ้นคุณค่าและหุ้นวัฏจักร แต่ปีนี้อาจแตกต่างออกไปจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะ stagflation แรงกดดันด้านมาร์จิ้น QE tapering และความเสี่ยงการเมืองที่สูงขึ้น อาจทำให้ตลาดผันผวน

เพื่อรับมือกับความผันผวนที่เพิ่มขึ้น จึงแนะให้ยังคงถือหุ้นขนาดใหญ่และกลุ่มหุ้นเชิงรับที่กำไรมีแนวโน้มโตแข็งแกร่ง มีงบดุลแข็งแรง หุ้นเด่นไตรมาสนี้ จึงแนะหุ้นที่มีลักษณะเฉพาะดังนี้
1.เป็นหุ้นเชิงรับ 2.ได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง 3.เป็นหุ้นที่มีอำนาจในการกำหนดราคาสูง 4.หุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมใหม่ สามารถลดความเสี่ยงจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค โดยคัดหุ้นเด็ดได้ดังนี้ BEM, KCE, OSP, SECURE และZEN!!

ปิดท้ายมีข่าว KEX ตั้งบริษัทร่วมทุนกับ “เบทาโกร” ภายใต้ชื่อบริษัท เคอรี่ เบทาโกร จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนขั้นต้น 1 ล้านบาท โดย KEX ถือหุ้น 60% และ BTG ถือหุ้น 40% และมีแผนเพิ่มทุนเป็น 50 ล้านบาท ในการดำเนินงานระยะแรก เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าด้วยระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิ

มุมมองโบรกเกอร์ก่อนหน้านี้ บทวิเคราะห์ บล.บัวหลวง แนะ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 65 บาท มีมุมมองบวกต่อทิศทางการโตของบริษัท ปริมาณจัดส่งพัสดุ ยังมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งทั้งใน 3Q21 และ 4Q21 ขณะที่การริเริ่มโครงการต่างๆ น่าจะช่วยให้ Kerry มีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นและต้นทุนการจัดส่งลดลง

ขณะที่ บล.เคจีไอ แนะ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายที่ 56 บาท คาดกำไรจะเร่งตัวขึ้นได้ในปี 65 และมีแนวโน้มเติบโตระยะยาวตามการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ส่วน บล.ทิสโก้ให้มูลค่าเหมาะสมที่ 45 บาท เท่ากับ บล.เคทีบีเอสที โดยคาดว่าโมเมนตัมยอดพัสดุที่ดีจะต่อเนื่องไปช่วง 4Q ส่วนธุรกิจใหม่จะช่วยหนุนอัตรากำไรรวม โดยมีความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การแข่งขันและกำลังซื้อประชาชน!!

แหล่งข่าว หุ้นเด่นไตรมาส 4, ไทยรัฐ, 12 ต.ค. 2564

COMMENTS