Homeล่าสุดTin hot

ไทยยากจนเพิ่ม 1.5 ล้านคน “จัดหา-กระจายวัคซีน” โอสถทิพย์ฝ่าโควิด

ธปท.เผยนโยบายที่ดีสุดขณะนี้คือ จัดหาและกระจายวัคซีน โดย ธปท.–สศค.ยืนยันหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเกิน 60% ได้ไม่ต้องกังวลสถาบันจัดอันดับลดเครดิตไทย เพรา

การวิเคราะห์คลื่น EURGBP 17 มีนาคม 2564
ดอลลาร์ตีกลับหลังจากเฟดหารือเกี่ยวกับ tapering
RML รุก ‘เศรษฐีวัยรุ่น’ รวยสินทรัพย์ดิจิทัล ดันกำไร ‘เทิร์นอะราวด์’

ธปท.เผยนโยบายที่ดีสุดขณะนี้คือ จัดหาและกระจายวัคซีน โดย ธปท.–สศค.ยืนยันหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเกิน 60% ได้ไม่ต้องกังวลสถาบันจัดอันดับลดเครดิตไทย เพราะเป็นหนี้ต่างประเทศต่ำกว่า 2% เผยโควิดทำคนจนรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เพิ่มขึ้น อีก 1.5 ล้านคน ระยะสั้นเศรษฐกิจไทยสูญเสียรายได้ไม่ต่ำกว่า 2.2 ล้านล้านบาท

Advertisement

ขณะเดียวกัน โควิด-19 ได้ซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เลวร้ายอยู่แล้ว ขณะนี้เกิดทางสองแพร่งว่าหนี้ครัวเรือนปัจจุบันที่ 14 ล้านล้านบาท หรือ 89.3%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อาจขยายตัว 18.1 ล้านล้านบาท หรือ 92.8% ของจีดีพี แต่ถ้ามีการปรับโครงสร้างหนี้ ตัดหนี้สูญและจำกัดการก่อหนี้ จะลดลงมาได้ 2.7 ล้านล้านบาท อยู่ที่ 15.4 ล้านล้านบาท หรือ 79.1% ของจีดีพี

ไทยเคยมีหนี้สาธารณะ 59% ของจีดีพีเมื่อปี 2543 หลังเกิดต้มยำกุ้งปี 2540 จากนั้นเมื่อเศรษฐกิจขยายตัว หนี้สาธารณะก็ต่ำลง ซึ่งไม่ต้องกังวลสถาบันจัดอันดับเครดิต จะปรับลดความน่าเชื่อถือไทย เพราะในหนี้สาธารณะทั้งหมดเป็นหนี้เงินตราต่างประเทศต่ำกว่า 2%

ขณะที่ คนจนเพิ่มขึ้นทั่วโลก 115 ล้านคน และคนไทยยากจนเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านคนจากฐานคนจนเดิม 4.3 ล้านคน ส่งผลให้คนจนในไทยเพิ่มขึ้นรวม 5.8 ล้านคน เท่ากับจำนวนคนจนปี 2559 ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่ปีละ 30,000 บาท

โควิด-19 ทำให้รายได้ของประเทศหายไปสูงถึง 2.2 ล้านล้าน เศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 จะขยายตัว ต่ำกว่า 2% และหากขยายตัวที่ 2-3%ต่อเนื่องหลายปี จะเก็บภาษีได้ไม่เพียงพอ ขณะที่อีก 5 ปีข้างหน้า ที่ตรงกับแผนพัฒนาประเทศ ฉบับที่ 13 (2565-2569) ต้องทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 4.5% จึง ต้องทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มปีละ 600,000 ล้านบาท ซึ่งมีข้อจำกัดที่ภาครัฐไม่สามารถก่อหนี้เพิ่มได้อีก ต้องหาแหล่งเงินอื่นๆ

แหล่งข่าว ไทยยากจนเพิ่ม 1.5 ล้านคน “จัดหา-กระจายวัคซีน” โอสถทิพย์ฝ่าโควิด, ไทยรัฐ, 25 พ.ค. 2564
Advertisement

COMMENTS

WORDPRESS: 0
    DISQUS: