Blockchain คือ อะไร? สำคัญอย่างไร เข้าใจเทคโนโลยี “บล็อกเชน” ในโพสต์เดีย

Blockchain—the technology behind the Bitcoin network via Splash

ในทศวรรษที่ผ่านมา โลกได้หมุนไปไวจนใครๆ ก็คงสัมผัสได้ว่า มีเทคโนโลยีเกิดขึ้นใหม่มากมาย โดยที่หลายครั้งแม้จะผ่านการใช้งานกันบ่อยๆ แต่ผู้ใช้งานบางรายอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า เรากำลังใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นอยู่ โดยเฉพาะเทคโนโลยี Blockchain ที่นักลงทุน สาย Cryptocurrency น่าจะต้องคุ้นหูและรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ความจริงแล้ว เทคโนโลยีที่ว่านี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงทุนเพียงอย่างเดียว กลับอยู่รอบตัวและสำคัญกับชีวิตประจำวันของพวกเราทั้งสิ้น มาเข้าใจเทคโนโลยี ‘บล็อกเชน’ แบบเข้าใจง่าย จบในโพสต์เดียวกัน

KEY TAKEAWAYS ON BLOCKCHAIN

  • บล็อกเชน คือ เครือข่ายการเก็บข้อมูลแบบหนึ่งประเภทหนึ่ง
  • บล็อกเชน แตกต่างจาก Database แบบปกติ เพราะลักษณะการเก็บข้อมูลไม่เหมือนแบบทั่วไป บล็อกเชนจะเก็บข้อมูลเป็น Block แล้วเชื่อมต่อกัน (Chain) ซึ่งเรียกได้ว่ามีลักษณะตรงตามชื่อเรียก
  • เมื่อมีข้อมูลชุดใหม่เข้ามา ข้อมูลใหม่แต่ละบล็อกจะเชื่อมกับข้อมูลเก่า ร้อยเรียงกันตามลำดับจากเก่าไปใหม่
  • จริงๆ แล้วเทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถนำมาเก็บข้อมูลได้หลายแบบ แต่เรามักจะคุ้นเคยว่า Blockchain นั้นเกี่ยวข้องกับ Financial Technology การทำธุรกิจกรรมด้านการเงินและการลงทุนอย่างเหรียญคริปโตฯ
  • คนไทยหลายคนคิดว่า Bitcoin และ Blockchain คือสิ่งเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น
  • ในกรณีของ Bitcoin ได้นำเทคโนโลยีบล็อกเชน มาใช้ในเพื่อกระจายอำนาจการควบคุมจากส่วนกลาง ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและควบคุมข้อมูลได้ 
  • บล็อกเชนมีจุดเด่นหลายอย่างทั้งความปลอดภัย ยากต่อการปลอมแปลงหรือแฮ็ก ความโปร่งใส ไม่ต้องอาศัยตัวกลาง สะดวกรวดเร็ว ฯลฯ
  • นอกเหนือจาก Cryptocurrencies อย่าง Bitcoin, Etherium, and Litecoin เทคโนโลยีบล็อกเชนถูกใช้ในธุรกรรมประเภทสินเชื่อหมุนเวียนทางธุรกิจมาก่อน
  • ทุกการทำธุรกรรมทางการเงินการลงทุน และการบันทึกข้อมูลใดๆ จะถูกบันทึกไว้อย่างถาวร และสามารถเข้าถึงได้โดยบุคคลทั่วไป

ทำความรู้จัก “Blockchain คืออะไร”

หลายท่านอาจจะกำลังสงสัยอยู่ว่า บล็อกเชน คืออะไร? สําคัญอย่างไร? ขอเล่าให้ฟังแบบคร่าวๆ กันว่า Blockchain คืออะไร กันแน่?

Blockchain คือ เทคโนโลยีที่ใช้เก็บข้อมูลจำนวนมากแบ่งเป็นส่วนมาเรียงร้อยต่อกันจนเป็นเหมือนโซ่ โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง และทุกคนสามารถเห็นข้อมูลชุดเดียวกันได้หมด เนื่องจากเป็นรูปแบบ Shared Database แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย แม้ว่า ทุกคนจะเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างอิสระก็ตาม เนื่องจากจะมีการใช้วิธีเข้ารหัสทางคอมพิวเตอร์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแทน 

ส่วนความสำคัญของ Blockchain technology คือ ด้วยความที่ระบบใช้งานง่าย และสามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระ จึงเป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้เก็บและเผยแพร่ข้อมูลอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะในวงการลงทุน สายคริปโต เนื่องจากไม่ต้องทำธุรกรรมผ่านตัวกลางอย่างธนาคาร/สถาบันการเงินต่าง หรือสายอื่นๆ เช่น โครงการ JFIN ที่นำมาใช้เก็บข้อมูลลูกค้า หรืออย่างล่าสุด IBM ได้นำบล็อกเชนมาใช้กับการจัดการข้อมูลสุขภาพของประชาชนและกระจายข้อมูลเรื่องของวัคซีน เป็นต้น

บล็อกเชน (Blockchain) สําคัญและมีประโยชน์อย่างไร?

หัวใจสำคัญของ Blockchain นั้นก็คือการที่เป็นเทคโนโลยีการเก็บข้อมูล ที่มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ “โดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง” แบบที่เราปฎิบัติกันมา สังเกตว่าเวลาเราทำธุรกรรมออนไลน์บางครั้งจะ Note ขึ้นมาว่า Protected by หรือ Secured by เวลาทำธุรกรรมอะไรก็ต้องมีคนกลางอนุมัติหรือคุ้มครองข้อมูล แต่การใช้บล็อกเชนจะตัดปัญหาเรื่องคนกลางออกไป

ข้อดีของ Blockchain อาจแบ่งเป็นเด่นๆ ได้ 5 ข้อ คือ

มีความปลอดภัยสูง 

อันดับแรกคือบล็อกเชนนั้นมีความปลอดภัยสูง การบันทึกไม่สามารถที่จะถูกเปลี่ยนแปลงได้ มีการเข้ารหัสข้อมูลแบบ End-to-End สามารถทำให้เปอร์เซ็นต์ของการปลอมแปลงนั้นลดลง และทำให้ถูกแฮ็กได้ยากขึ้น

มีความโปร่งใส 

ก่อนหน้าที่จะใช้ระบบการเก็บข้อมูลแบบบล็อกเชน การเก็บข้อมูลขององค์กรแต่ละองค์กรนั้นจะถูกเก็บแยกกันไปในแต่ละที่ แต่การใช้บล็อกเชนจะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเดียวกันไปพร้อมๆ กัน ทำให้มีความโปร่งใสของข้อมูลสูง

สามารถติดตามได้ทันที

เมื่อข้อมูลได้ถูกบันทึกขึ้นแล้ว ก็เหมือนเกิดหลักฐานขึ้นทันที จะไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้ไม่ว่าทำอะไรก็จะไม่สามารถปลอมแปลงได้ เพราะข้อมูลที่เก็บแบบ Blockchain จะคงอยู่แบบภาวร

เร็วและมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะลดขั้นตอนของการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อยืนยันธุรกรรมออกไป ไม่มีเวลาเปิดปิดทำการ ทุกอย่างเมื่อเก็บข้อมูลแบบ Blockchain แล้วก็ตรวจสอบได้ฉับไว การทำงานร่วมกันจะไม่มีการต้องรอคอยกันอีกต่อไป

ระบบ Automation

ธุรกรรมการแลกเปลี่ยนต่างๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นไปอีกด้วยระบบ Automation และกระบวนการที่เรียกว่า ‘Smart contracts’ สร้างขึ้นโดยสมองกลคอมพิวเตอร์ ลดการใช้แรงงานของมนุษย์

Transaction ในระบบ Blockchain
ตัวอย่าง Transaction ที่เกิดขึ้นและถูกจัดเก็บด้วยเทคโนโลยี Blockchain

จุดเริ่มต้นการสร้าง Blockchain

การสร้าง Blockchain อาจมีจุดเริ่มต้นมานานแสนนาน ตั้งแต่ ปี 1991 โดย Stuart Haber และ W. Scott Stornetta ได้นำเสนอถึงแนวคิด ในเรื่อง Time-stamp ผ่านเอกสารดิจิทัล เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องตรงกัน และไม่ถูกเปลี่ยนแปลง จากนั้นก็ได้มีการเสนอแนวคิดถึงการจัดเก็บข้อมูลบนระบบดิจิทัลในรูปแบบคล้าย Blockchain มาเรื่อยๆ 

จนกระทั่ง ปี 2008 ได้มีแนวคิดของ ซาโตชิ นากาโมโตะ ที่ต้องการสร้างแพลตฟอร์มมานำใข้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อว่า “Bitcoin” ได้อย่างอิสระ และปลอดภัย โดยไม่ต้องผ่านคนกลางอย่างสถาบันการเงิน ข้อมูลทั้งหมดจากสมาชิกทุกคนในระบบจึงถูกเชื่อมต่อกัน เพื่อให้มีความโปร่งใส ไม่ว่าใครก็สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำได้จริงและถูกใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุด ส่วนหนึ่งเพราะกระแสของสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin ด้วย

บล็อกเชน ทํางานอย่างไร?

การทำงานของเทคโนโลยี Blockchain คือ จะไม่มีคนใด เครื่องใด หรือองค์กรใด มาเป็นศูนย์กลางในการดูแลระบบ แต่จะทำงานแบบกระจายศูนย์ และฐานข้อมูลจะถูกแชร์ให้กับทุก Node หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่าย เมื่อมีข้อมูลใหม่เกิดขึ้นในฐานข้อมูล ระบบจะทำการกระจายข้อมูลให้แก่ทุกคนในระบบได้รับทราบอย่างทั่วถึงถูกต้องตรงกันกับสมาชิกรายอื่นๆ แบบเรียลไทม์ รวมถึงรายงานธุรกรรมและข้อมูลต่างๆ จะต้องผ่านการตรวจเช็คความถูกต้องจากเครือข่ายก่อนข้อมูลจะถูกนำไปเก็บบน Block ทุกครั้ง หากมีคนพยายามจะสร้างข้อมูลปลอม ข้อมูลจะถูกแย้งและปฏิเสธจากระบบ ข้อมูลที่ถูกปฏิเสธจะไม่ถูกนำไปเก็บบน Blockchain

ส่วนการทำงานของ Blockchain อาจแบ่งออกได้ ประมาณ 4 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1) 

เริ่มจากการสร้างข้อมูล ด้วยการเพิ่มข้อมูลบางอย่างลงในระบบ เช่น คำสั่งทำรายการธุรกรรม เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 2) 

กระจายข้อมูล ให้ทุก Node ที่มีในระบบ และบันทึกลง Ledger เหมือนแจ้งเตือนอัปเดตให้ทุกคนได้ทราบว่า มีข้อมูลใหม่เกิดขึ้นในระบบ

ขั้นตอนที่ 3)  

Node หรือผู้ใช้งานในระบบจะเข้ามาตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูล ตามเงื่อนไขที่เครือข่ายกำหนด

ขั้นตอนที่ 4)  

ระบบจะนำข้อมูลที่ได้รับการยืนยันมาเรียงต่อกับ Block ก่อนหน้า จนเป็น Chain ต่อไปเรื่อยๆ

ความเกี่ยวข้องระหว่าง Bitcoin – Blockchain คือ อะไร?

เชื่อว่า ผู้คนบางส่วนยังคงสับสนระหว่าง Bitcoin และ Blockchain ทำให้บางครั้งก็เผลอเรียกสลับกันหรือแทนกันบ้าง ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า Bitcoin และ Blockchain ไม่ใช่อย่างเดียวกัน เพราะในขณะที่ Blockchain คือ ระบบที่เก็บข้อมูลต่างๆ เช่น รายการทำธุรกรรม เป็นต้น แต่ Bitcoin เงินตราดิจิตอลสกุลแรกของโลกที่ถูกสร้างขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ไม่มีรูปร่าง ไม่สามารถจับต้องได้ และมีการใช้งานสกุลเงินด้วยระบบ Blockchain หากจะสรุปง่ายๆ ก็คือ 2 สิ่งนี้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน บล็อกเชนเป็นเพียงเทคโนโลยีที่มาสนับสนุนให้บิตคอยน์เกิดการใช้งานแลกเปลี่ยนได้จริงมากกว่า

เทคโนโลยี Blockchain ในอุตสาหกรรมอื่นๆ

ปัจจุบัน เทคโนโลยี Blockchain ได้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากการเงินมากมาย ไม่ว่าจะการพยาบาล อย่างการเก็บข้อมูลการรักษาของคนไข้หรือตรวจสอบที่มาของยา, การศึกษา ในประเทศมอลต้า ได้มีการออกปริญญาบัตรและทรานสคริปต์บนบล็อกเชน เพื่อประโยชน์ต่อการสมัครงาน ป้องกันเอกสารรับรองเท็จ, ยานยนต์ อย่าง Toyota ที่ร่วมมือกับสตาร์ทอัพรายย่อย เพื่อเก็บข้อมูล เตรียมนำไปต่อยอดเทคโนโลยีไร้คนขับ หรือ แม้แต่วงการบริจาค ที่จะช่วยให้ตรวจสอบเงินที่ทุกคนได้ระดมไปว่า ได้เท่าไหร่? ครบถ้วนไหม? รวมถึงตรวจสอบการบริหารจัดการเงินบริจาคได้ชัดเจน เป็นต้น และมีแนวโน้มว่า อนาคตจะมีการนำบล็อกเชนมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายมากขึ้น

ส่งท้าย

หากสังเกตดีๆ แล้วจะเห็นได้เลยว่า เทคโนโลยี Blockchain กำลังถูกพัฒนาให้เข้ามาใกล้กับการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไปของคนเราและเป็นตัวช่วยสำคัญแก่องค์กรต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลปริมาณมาก หรือ Big Data เพื่อให้จัดสรรข้อมูลได้อย่างเป็นระเบียบ และสามารถนำมาใช้วิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อผู้ใช้งานโดยตรง หรือผู้ที่ต้องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก็ตาม ดังนั้น ทุกคนจึงควรทำความรู้จักกับบล็อกเชน และติดตามข้อมูลข่าวสาร คอยอัปเดตเทรนด์ที่น่าสนใจอยู่เสมอ

แบ่งปัน